...

รับว่าความ คดีอาญา คดีแพ่ง คดีปกครอง คดีทั่วไป รับทำบัญชี ทั่วราชอาญาจักร
ติตต่อ เบอร์โทร 0-2513-1833
แฟกซ์ 0-2930-2752
อีเมล์แอดเดรส
sutthirojlaw@hotmail.com

วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

ความเข้มงวดกฎหมายสิ่งแวดล้อม 2535


"ความเข้มงวดกฎหมายสิ่งแวดล้อม 2535"
นิตยสารผู้จัดการ( กรกฎาคม 2535)


เมื่อ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมพุทธศักราช 2535 ทดแทนกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2518

กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับนี้เป็นหนึ่งในกฎหมายนับร้อยฉบับที่ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในสมัยอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีถือเป็นครั้งสำคัญในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมทางด้านกฎหมาย

ก่อนหน้านี้มีการเสนอแนะการปรับปรุงหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดรับกับปัญหาที่ทวีความรุนแรงมาเรื่อยๆ นับตั้งแต่หลังจากเกิดเหตุการณ์อุทกภัยภาคใต้เมื่อปี 2531 จนกระทั่งล่าสุดปัญหาการปล่อยน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรมลงลุ่มน้ำพอง-ชี-มูลในจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางแนวคิดถึงกับเสนอให้ตั้งเป็นทบวงสิ่งแวดล้อมเพื่อจะได้รวบรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาอยู่ในองค์กรเดียวกัน

แต่ในที่สุดแนวคิดเรื่องการปรับปรุงองค์กรที่รับผิดชอบงานด้านสิ่งแวดล้อม ก็หาข้อสรุปได้โดยการเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2535 เพิ่มหน่วยงานขึ้นอีก 3 กรม คือสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม

ประเด็นที่นับได้ว่าสำคัญที่สุดในการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้คือการคั้งกองทุนสิ่งแวดล้อม แนวคิดในเรื่องการมีกองทุนสิ่งแวดล้อมมีมาก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติใหม่ตั้งแต่สมัยอานันท์ ปันยารชุนเป็นนายกรัฐมนตรีโดยในแผน 7 มีการเน้นถึง กองทุนด้านสิ่งแวดล้อมและหลักการผู้ใดก่อมลพิษผู้นั้นต้องเป็นผู้จ่าย (POLLUTERS PAY PRINCIPLE-PPP)

เงินก้อนแรกจากงบประมาณปี 2535 จำนวน 500 ล้านบาท ได้รับอนุมัติให้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตและเดือนมีนาคม 2535 อานันท์ ปันยารชุนได้อนุมัติให้โอนเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวน 4500 ล้านบาท เข้ากองทุนสิ่งแวดล้อม โดยผ่านความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายพลังงานแห่งชาติ

แต่ในระหว่างนั้นยังไม่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ เงินจำนวนดังกล่าวจึงยังไม่ตกมาถึงกองทุน และเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะเป็นผู้อนุมัติการโอนเงินจำนวนดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง

ส่วนเงิน 500 ล้านบาทแรกที่ได้รับจากงบประมาณปี 2535 ก็ยังคงมิได้ถูกนำไปใช้ เพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมายังไม่ได้มีการกำหนดระเบียบการใช้เงินในรายละเอียดแต่อย่างใด

แม้ว่าขณะนี้กฎหมายฉบับใหม่จะบังคับใช้แล้วก็ตาม การจัดระเบียบในเรื่องกองทุนสิ่งแวดล้อม ยังคงอยู่ในระหว่างการกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ โดยวางแนวคิดไว้ว่าในหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชน สามารถกู้ยืมเงินเพื่อใช้ในการจัดหาหรือลงทุนงานด้านบำบัดอากาศเสีย น้ำเสียและกำจัดของเสียอื่นๆ

แหล่งข่าวในวงการสิ่งแวดล้อมกล่าวถึงที่มาของกองทุนสิ่งแวดล้อมว่า มีแนวคิดในการที่จะให้รัฐและเอกชนกู้ยืมหรือเป็นเงินช่วยเปล่าสำหรับต้นทุนคงที่ที่ต้องลงทุนในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม

โดยกลุ่มเป้าหมายภาคเอกชนแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือเอกชนรายย่อยที่ต้องการลงทุนสร้างระบบบำบัดเอง อีกกลุ่มคือโรงงานอุตสาหกรรมที่รวมกลุ่มกันและจ้างบริษัทเอกชนมาทำการบำบัดของเสีย ซึ่งเป็นการลงทุนที่ต้องใช้เงินมาก

ถ้าให้บริษัทดังกล่าว กู้เงินจากแหล่งเงินกู้ทั่วไปเพื่อใช้ในการลงทุนอาจจะไม่ค่อยคุ้มทุน แต่ถ้ากู้จากกองทุนซึ่งจะกำหนดอัตราดอกเบี้ย ที่ต่ำอาจจะเป็นแรงจูงใจให้บริษัทรับจ้างกำจัดมลพิษมีแรงจูงใจในการลงทุนมากขึ้น

ในด้านการบริหารกองทุนสิ่งแวดล้อมจะมีคณะกรรมการกองทุนโดยปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นประธานกรรมการ มีหน้าที่ในการพิจารณาจัดสรรเงินกองทุนเพื่อใช้ในกิจการต่าง ๆ

ช่วงสองสามเดือนนี้เป็นระยะที่คณะกรรมการกองทุนต้องกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขระเบียบและวิธีการขอจัดสรรหรือขอกู้ยืมเงินกองทุน และต้องกำหนดรายละเอียดถึงเรื่องอัตราดอกเบี้ย การกำหนดสัดส่วนเงินให้กู้ระหว่างหน่วยงานรัฐทั้งส่วนกลาง-ท้องถิ่น และหน่วยงานเอกชนรวมถึงเงินบางส่วนที่กองทุนอาจจะจัดสรรให้กับเอ็นจีโอที่จดทะเบียนกับสำนักงานนโยบายฯ เพื่อเป็นเงินช่วยเหลือส่งเสริมกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม

ส่วนในด้านการปฏิบัติงานจัดการกองทุนนั้นทางสำนักงานนโยบายฯ ได้ตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลให้แนวคิดดังกล่าวเป็นจริง คือสำนักงานกองทุนสิ่งแวดล้อม องค์กรรัฐและเอกชน ที่มีความประสงค์ในการกู้เงินจากกองทุนจะต้องส่งโครงการมายังสำนักงานกองทุนแห่งนี้ ทางสำนักงานกองทุนจะพิจารณาจัดลำดับความสำคัญและประสานงานเพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมของโครงการทั้งด้านการลงทุนและวิชาการ และเสนอให้คณะกรรมการกองทุนสิ่งแวดล้อมในการพิจารณาต่อไป

กองทุนสิ่งแวดล้อมนับได้ว่าเป็นแรงจูงใจระดับหนึ่งเพื่อสนับสนุนให้เอกชนสนใจที่จะมากู้เพื่อการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรม แต่ปัญหาที่หลายฝ่ายติงไว้ก็คือ วิธีการบริหารกองทุนที่ตั้งขึ้นจากหลักการที่สวยหรู แต่ในทางปฏิบัติทำให้การกู้ยืมติดขัดและยุ่งยากตามแบบระบบราชการไทยที่เอกชนอาจจะทนไม่ได้และเบื่อหน่ายไปเสียก่อน

ขณะเดียวกันจำนวนเม็ดเงินของกองทุนสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญ มิใช่พูดกันแต่เพียงว่าการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข และทางรัฐก็ได้ตั้งกองทุน เพื่อการนี้แล้วแต่ว่ากองทุนมีเงินเพียงไม่กี่ร้อยล้านในการให้กู้ยืมเท่านั้น

ในเรื่องเม็ดเงินที่จะมาสู่กองทุนจะมากหรือน้อยขึ้นกับนายกรัฐมนตรีในแต่ละยุคสมัยที่จะให้ความสำคัญในประเด็นสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เพราะเงินก้อนใหญ่จำนวนหนึ่งของกองทุนมาจากการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจในการอนุมัติโอนเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ระหว่างนี้อุตสาหกรรมหรือผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลาง และขนาดเล็กที่มีโครงการเกี่ยวกับการสร้างระบบกำจัดมลพิษคงจะต้องติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และต้องอดใจรอไปอีกซักระยะหนึ่งเพื่อให้ระบบต่าง ๆ เข้ารูปเข้ารอย

การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นเป็นประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งของกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ โดยจังหวัดจะมีหน้าที่ในการจัดทำแผนปฏิบัติการ เพื่อการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม ตามความรุนแรงของปัญหาในจังหวัดนั้น ๆ เช่นการจัดการ คุณภาพอากาศ น้ำ การควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น เสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

การประสานงานในเรื่องแผนการปฏิบัติการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมระดับท้องถิ่นกับส่วนกลางจะมีสำนักงานสิ่งแวดล้อม 4 ภาค คือภาคตะวันออก ตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้และภาคเหนือ เป็นหน่วยงานเชื่อมประสาน หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมจากส่วนกลางในการเข้าไปใกล้ชิดกับปัญหาระดับภาคนั่นเอง

ในส่วนการควบคุมมลพิษแต่เดิมมาสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมโดยทั่วไป เช่น มาตรฐานคุณภาพน้ำในแม่น้ำลำคลอง คุณภาพน้ำบาดาล คุณภาพอากาศ เป็นต้น

กฎหมายฉบับใหม่กำหนดให้กรมควบคุมมลพิษ มีหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐานควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด โดยเสนอต่อคณะกรรมการควบคุมมลพิษแหล่งกำเนิดโดยเสนอต่อคณะกรรมการควบคุมมลพิษที่มีปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นประธาน และเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาต ิ เพื่อเป็นประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ในการบังคับใช้ต่อไป นอกเหนือจากการกำหนดมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมมาโดยทั่วไป

มาตรฐานควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดที่ผ่านมามีกฎหมายและหน่วยงานดูแลอยู่เช่นการปล่อยน้ำเสีย หรืออากาศเสียของโรงงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นผู้กำหนดมาตรฐานอยู่แล้วภายใต้พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512

หลายครั้งได้เกิดปัญหาขึ้นคือจะยึดมาตรฐานการควบคุมมลพิษของกระทรวงอุตสาหกรรมหรือว่ามาตรฐานของกระทรวงวิทยาศาสตร์ที่เสนอโดย สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ว่าถ้าหากมาตรฐานเดิมที่กำหนดไว้ต่ำกว่า มาตรฐานที่เสนอโดยกรมควบคุมมลพิษให้หน่วยงานที่ดูแลอยู่แก้ไขมาตรฐานนั้น ตามมาตรฐานใหม่แต่ถ้ามาตรฐานเดิมสูงกว่าก็ให้ยึดมาตรฐานเดิม

ขณะเดียวกันกรมควบคุมมลพิษก็จะต้องกำหนดมาตรฐานมลพิษจากแหล่งกำเนิดที่ไม่มีหน่วยงานใด ๆ ดูแลอยู่ด้วย

นิศากร โฆสิตรัตน์ ผู้อำนวยการกองจัดการคุณภาพน้ำกรมควบคุมมลพิษยกตัวอย่างในประเด็นนี้ว่า

"มีคนพูดกันมากเรื่องน้ำเสียจากสนามกอล์ฟที่ก่อให้เกิดปัญหาสนามกอล์ฟไม่ต้องผ่านการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรือที่เรียกกันว่า EIA กฎหมายใหม่เราจะควบคุมน้ำทิ้งจากสนามกอล์ฟได้"

แต่อย่างไรก็ตามในการออกมาตรฐานมลพิษจากแหล่งกำเนิด นอกจากจะพิจารณาหลักวิชาการด้านวิชาการสิ่งแวดล้อมแล้ว ความเหมาะสมในการออกมาตรฐานที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติของธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงเช่นกัน

กรมควบคุมมลพิษได้นำแนวคิด PRIVATE CONTROLS PRIVATE มาใช้ในการควบคุมระบบกำจัดมลพิษของธุรกิจหรืออุตสาหกรรมต่างๆ คือแทนที่จะไปตรวจระบบที่ควบคุมด้านสิ่งแวดล้อมตามโรงงานอุตสาหกรรมโดยตรงซึ่งเป็นงานที่ซ้ำซ้อนกับทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม

ทางกรมจะควบคุมบริษัทที่รับกำจัดของเสียของโรงงาน หรือธุรกิจแห่งนั้นแทนโดยกำหนดให้บุคคล หรือนิติบุคคลที่มีคุณสมบัติตามที่ทางกรมกำหนดมาจดทะเบียนขออนุญาตทำการขจัดมลพิษ และถ้าหากมีการทำผิดกฎระเบียบในเรื่องการปล่อยของเสียไม่เป็นไปตามมาตรฐานทางกรมจะถอนทะเบียนอนุญาตของบริษัทนั้น ๆ

"การไปควบคุมโรงงานอุตสาหกรรม หรือธุรกิจหรือหน่วยงานที่ต้องมีระบบบำบัดของเสีย ก็เหมือนโปลิศจับขโมยเมื่อเราไปควบคุมก็มีคนอยากหนีเราจึงใช้วิธีควบคุมโดยบุคคลที่สาม (THIRD PARTY) เหมือนกับการสร้างอาคารอนุญาตให้ทำไปก่อนได้แต่ต้องมีบริษัทสถาปนิกมาการันตี ถ้าไม่เป็นไปตามนั้นจะต้องถูกถอนใบอนุญาต" ผู้อำนวยการกองจัดการคุณภาพน้ำให้ความเห็นถึงวิธีการควบคุมมลพิษอีกวิธีหนึ่ง

สำหรับการกำหนดอัตราค่าบริการขอองระบบบำบัดน้ำเสียรวมหรือระบบบำบัดน้ำเสียรวมของแต่ละชุมชนที่รัฐเป็นผู้สร้างตามหลักการ PPP ทางกรมควบคุมมลพิษจะเป็นผู้กำหนดอัตราค่าบริการเสนอต่อคณะกรรมการควบคุมมลพิษ และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเพื่อประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา

การกำหนดเช่นนี้ เพื่อจะได้ไม่ทำให้นักการเมือง ที่ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งมาทำหน้าที่ฝ่ายบริหารลำบากใจในการเก็บอัตราค่าบริการกำจัดของเสีย เพราะเกรงว่าจะเสียคะแนนนิยมจากประชาชน

สำหรับกรมส่งแสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมทำหน้าที่ในแง่ของการประชาสัมพันธ์รณรงค์ ในเรื่องสิ่งแวดล้อมรวมทั้งการประสานงานกับหน่วยงานรัฐและเอกชน

การประกาศใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ที่เพิ่มอำนาจหน้าที่และเพิ่มหน่วยงานที่รับผิดชอบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นนิมิตรหมายอันดี ข้อจำกัดในการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (วล.) ในอดีต ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่มีอำนาจในการแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่นักทำได้แต่เพียงการเสนอแนะแนวทางเท่านั้น จนกระทั่งใครต่อใครพากันกล่าวว่า วล. เป็นเพียงเสือกระดาษ

ปัจจุบันประชาชน เริ่มตระหนักถึงคำว่าคุณภาพชีวิตที่ดีกันมากขึ้น ขณะเดียวกันช่องว่างและข้อจำกัดของหน่วยงานรัฐเริ่มถูกปรับปรุงแก้ไขภายใต้กรอบการควบคุมดูแลอันใหม่ที่เข้มข้นขึ้น มีบทบาทและอำนาจมากขึ้นกว่าเดิม

บทบาทที่มีอยู่น้อยมากในระยะที่ผ่านมาของ วล. กับบทบาท ณ วันนี้ที่ทั้งสามหน่วยงาน กำลังตื่นตัวกับความรับผิดชอบใหม่คงจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการพิสูจน์ศักยภาพขององค์กรด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐในเมืองไทย


Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย

Copyright © 2004 Manager Media Group Public Company. All Rights Reserved.

ลูกกอล์ฟ, ลูกกอล์ฟ ลอยน้ำ, ลูกกอล์ฟ เรืองแสง คลิ๊กข้างล่าง

ลูกกอล์ฟ, ลูกกอล์ฟ ลอยน้ำ, ลูกกอล์ฟ เรืองแสง

วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

บัตรสนเท่ห์กับการร้องเรียน (2ตอน) (ราชการแนวหน้า)

 

บัตรสนเท่ห์กับการร้องเรียน

1. ในแวดวงราชการ หน่วยงานของรัฐหรือภาคเอกชนก็ตาม ย่อมจะมีการร้องเรียน กล่าวหาข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างอยู่เสมอ หน่วยงานเหล่านั้นก็จะมีการดำเนินการสืบสวนหาข้อมูลเบื้องต้นเสียก่อนที่จะดำเนินการประการอื่นต่อไปตามอำนาจหน้าที่

2. ประการสำคัญนี้แหละเป็นที่มาของเรื่องที่จะหยิบยกกันมาบอกกล่าว เพราะการร้องเรียนกล่าวหากัน มีทั้งผู้ที่กล้าเปิดเผยตัวเอง หรือไม่เปิดเผยตัวเองมาในรูปแบบของบัตรสนเท่ห์ไม่ลงชื่อหรือลงชื่อไม่จริงก็ได้ บางครั้งก็เป็นตัวพิมพ์ บางครั้งก็เป็นลายมือบ้าง ผู้ที่ถูกร้องเรียนหรือกล่าวหา ก็มักจะต้องการทราบข้อความในหนังสือร้องเรียน หรือต้องการดูลายมือของผู้เขียน

3. ในประเด็นนี้ คณะรัฐมนตรีได้กำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการร้องเรียนกล่าวโทษข้าราชการไว้โดยสรุปว่า

1) เมื่อผู้บังคับบัญชาได้รับเรื่องกล่าวโทษ ให้ถือเป็นความลับหากเป็นบัตรสนเท่ห์ ให้พิจารณาเฉพาะรายที่ระบุหลักฐาน กรณีแวดล้อมปรากฏชัดแจ้ง ตลอดจนชี้พยานบุคคลแน่นอนเท่านั้น

2) ให้ส่งสำนวนเรื่องดังกล่าวโดยปิดชื่อผู้ร้องให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวโทษดำเนินการสืบสวนทางลับ หากไม่มีมูล ก็ให้ยุติเรื่องหากกรณีมีมูล ก็ให้ดำเนินการทั้งคดีอาญาและวินัยแล้วรายงานให้ผู้บังคับบัญชาที่ส่งเรื่องมาทราบด้วย

3) ให้ผู้บังคับบัญชาที่รับเรื่องร้องเรียนแจ้งผู้ร้องทราบในทางลับ

4) ให้ผู้บังคับบัญชาใช้ดุลพินิจสั่งการที่สมควรเพื่อคุ้มครองผู้ร้องพยานหรือผู้ให้ข้อมูลในการสืบสวนสอบสวน อย่าให้ต้องรับภัย หรือความไม่ชอบธรรมอันเนื่องมาจากการนั้นด้วย ดูรายละเอียดที่ (หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0206/ว 218 ลงวันที่ 25 ธันวาคม ) และที่ นร 0205/ว 31 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2542)

4. ทีนี้มีปัญหาขึ้นมาว่า หากผู้ถูกร้องเรียนกล่าวหาหรือกล่าวโทษ ประสงค์จะขอสำเนา หนังสือร้องเรียนหรือบัตรสนเท่ห์หรือรายงานการสืบสวนข้อเท็จจริงเหล่านั้น ทาง ราชการจะต้องสำเนาให้หรือไม่

5. ปัญหาประการนี้ ส่วนราชการก็จะปฏิเสธตามมติคณะรัฐมนตรีประกอบพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ผู้ร้องขอจึงไปอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร

6. คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารมีมติในประเด็นดังกล่าว โดยสรุปดังนี้

1) บัตรสนเท่ห์ กรณีนี้เกี่ยวกับการใช้ชื่อสกุลใหม่ การส่งบัตรสนเท่ห์เป็นการกระทำที่เป็นประโยชน์แก่ทางราชการ ทำให้การใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพ และยังเป็นหน้าที่พลเมืองดีพึงกระทำ และสมควรได้รับการคุ้มครองโดยไม่ต้องพิจารณาว่าการส่งบัตรสนเท่ห์ดังกล่าว มีมูลเหตุมาจากกรณีใด และกรณีนี้บัตรสนเท่ห์เขียนด้วยลายมือ อาจทำให้ทราบได้ว่าผู้ใดเขียน การที่ส่วนราชการสั่งไม่เปิดเผย จึงชอบแล้ว (คำวินิจฉัยที่ สค 83/2545)

2) หนังสือร้องเรียน กรณีนี้ข้อมูลตามหนังสือเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่ผู้ให้มาไม่ประสงค์ให้นำไปเปิดเผยต่อผู้อื่น ตามมาตรา 15(6) และมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารฯ และไม่ปรากฏข้อมูลใดเกี่ยวกับผู้อุทธรณ์แต่มีลักษณะเป็นการร้องขอความช่วยเหลือเป็นการส่วนตัว และไม่มีข้อความใดที่ผู้อุทธรณ์จำต้องทราบเพื่อปกป้องสิทธิของตน (คำวินิจฉัยที่ สค 59/2545)

3) การสืบสวนข้อเท็จจริง กรณีนี้การสืบสวนข้อเท็จจริงเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาที่จะดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเรื่องใด เรื่องหนึ่งไม่ว่าจะมีการร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาหรือไม่ อีกประการหนึ่งคณะกรรมการสืบสวน(สอบสวน) ข้อเท็จจริงก็ได้สรุปข้อร้องเรียนให้ทราบแล้ว อีกทั้งกรณีนี้เป็นการสืบสวนข้อเท็จจริงมิใช่สอบสวนทางวินัย และการดำเนินการก็ยังไม่แล้วเสร็จ อาจทำให้มีการรบกวนต่อพยานหลักฐานได้ การที่ส่วนราชการปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นชอบแล้ว (คำวินิจฉัยที่ สค 33/2545)

บัตรสนเท่ห์กับการร้องเรียน (2)

7. ครั้งที่แล้วบอกกล่าวกันถึงเรื่องบัตรสนเท่ห์และการร้องเรียนกล่าวหาว่าข้าราชการกระทำผิดวินัยพร้อมกับบอกกล่าวถึงการร้องขอสำเนาบัตรสนเท่ห์ สำเนาการสืบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องนั้นว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่เพียงใด ครั้งนี้ก็จะขอนำกรณีศึกษามาบอกกล่าวฝากไว้เป็นอุทธาหรณ์เพิ่มเติม เพื่อจะได้ตั้งหลักได้ว่าจะสมควรดำเนินการหรือ ประการใด

8. เริ่มกันที่เรื่องร้องเรียนกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ของทางราชการคัดชื่อผู้มีชื่อในทะเบียนออกโดยมิชอบ การสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ยุติลงแล้ว ผู้ถูกคัดชื่อออกจากทะเบียนจึงร้องขอสำเนารายงานผลสอบข้อเท็จจริงและเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น บันทึกคำให้การของบุคคลเป็นต้น แต่ทางราชการปฏิเสธ ชาวบ้านรายนี้จึงอุทธรณ์

คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารพิจารณาแล้วเห็นว่า

คำให้การของบุคคลเป็นคำให้การของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการในเรื่องนี้และเนื้อหาไม่น่าจะทำความเสื่อมเสียหรือมีการดูถูกดูหมิ่น ประกอบเรื่องนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วและผู้อุทธรณ์เป็นผู้ร้องเรียนและมีส่วนได้เสียโดยตรง จึงมีความชอบธรรมที่จะขอตรวจสอบและจะทำให้ทางราชการได้รับการยอมรับว่าได้ดำเนินการไปโดยโปร่งใส และเป็นธรรมและตรวจสอบได้ จึงมีมติให้เปิดเผย (คำวินิจฉัยที่ สค. 24/2547)

9. ปัญหาเกี่ยวกับสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ปปช. ก็มีการวินิจฉัยไว้เช่นกัน

คณะกรรมการวินิจฉัยเปิดเผยข้อมูลข่าวสารพิจารณาแล้วเห็นว่า สำนวนไต่สวนของคณะกรรมการ ปปช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของส่วนราชการ ไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงาน ปปช. และส่วนราชการ และไม่ทำให้การปฏิบัติงานของหน่วยงานทั้งสองเสื่อมประสิทธิภาพ ประกอบกับเรื่องนี้ยุติแล้ว อีกทั้งไม่มีพฤติการณ์ใด ปรากฎว่าการเปิดเผยจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของบุคคลหนึ่งบุคคลใด จึงมีมติให้เปิดเผยสรุปรายงานการไต่สวนของ ปปช. ความเห็นของอนุ ปปช.และคณะกรรมการ ปปช. คำให้การพยานบุคคล เอกสาร และความเห็นผู้เกี่ยวข้องด้วย (คำวินิจฉัยที่ สค 10/2547)

10. ส่วนในกรณีมีการร้องเรียนผ่านทางเว็บไซต์ “ระฆัง...จากใจนายกรัฐมนตรี” จะขอให้เผยชื่อผู้ร้องเรียนกล่าวหาจะได้หรือไม่ เพียงใด ตรงนี้คณะกรรมการฯ เห็นว่าการร้องเรียนผ่านระบบสารสนเทศ ผู้ร้องเรียนอาจใช้ชื่อจริงหรือแอบอ้างชื่อของผู้อื่นได้ จึงไม่อาจตรวจสอบหรือยืนยันได้ว่าผู้ร้องเรียนเป็นใคร การเปิดเผยชื่อผู้ร้องเรียนอาจทำให้บุคคลนั้นได้รับความเดือดร้อนเสียหายได้ เมื่อคำนึงถึงเรื่องการคุ้มครองผู้ร้องเรียนและประโยชน์สาธารณะ จึงมีมติให้ยกอุทธรณ์ คือไม่เปิดเผยได้ (คำวินิจฉัยที่ สค.88/2548)

11. ก็เป็นข้อมูลข่าวสารที่น่าสนใจนะครับ จะได้ปฏิบัติได้ถูกต้องและเหมาะสมครับ

วันพุธที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2553

อายุความของหนี้กู้ยืมที่จะต้องใช้ เงินที่จะต้องชำระเผื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ มาตรา193/33(2) ปพพ.

เรื่องเงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ สิทธิเรียกร้องตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/33 (2) นี้ เป็นสิทธิเรียกร้องในหนี้ที่ค้างชำระ และต้องเป็นหนี้ที่กำหนดให้ชำระเป็นงวดๆ ในจำนวนที่แน่นอน คือหนี้ที่จะชำระเป็นงวดๆ นั้นต้องมีจำนวนที่แน่นอน สามารถกำหนดได้ เช่นงวดละ 500 หรืองวดละ 1,000 บาท หรือแต่ละงวดอาจจะมีกำหนดจำนวนที่ไม่เท่ากันก็ได้ เช่นงวดที่หนึ่งเป็นเงิน 500 บาท งวดที่สองเป็นเงิน 700 บาท  งวดที่สามเป็นเงิน 1,000 บาท อย่างนี้ถือว่าเป็นการกำหนดจำนวนที่แน่นอนแล้ว
                และกำหนดระยะเวลาชำระไว้แน่นอน เช่น ชำระหนี้ทุกสิ้นเดือน หรือทุกๆ วันที่ 1 ของทุกเดือน และกำหนดระยะเวลานี้อาจจะไม่ตรงกันทุกงวดก็ได้ เช่นงวดแรกชำระวันที่ 1 งวดที่สองชำระวันที่ 10 งวดที่สามชำระวันที่ 20 อย่างนี้ก็ได้ ขอให้มีการกำหนดเวลาไว้เท่านั้นถือว่าเป็นการกำหนดเวลาแน่นอนแล้ว ดังนั้น ในกรณีที่หนี้นั้นมีการกำหนดให้ผ่อนชำระเป็นงวดๆ ที่แน่นอน และกำหนดจำนวนเงินที่ชำระแน่นอนแล้ว การใช้สิทธิเรียกร้องในหนี้นั้นก็จะอยู่ในกำหนดอายุความตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/33 คือ มีกำหนดอายุความ 5 ปี เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 581/2494 “ทำสัญญากู้กันแล้วตกลงกันให้ผ่อนส่งคืนเป็นงวดๆ นั้น เป็นเรื่องอยู่ภายในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 166 (193/33 (2)) มีอายุความ 5 ปี “ฎีกานี้ศาลฎีกาเห็นว่า การเรียกเอาจำนวนเงินอันพึงส่งมอบจากดอกเบี้ยเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ ก็ดี ตาม ป.พ.พ. 166 (193/33 (2)) นั้น มุ่งหมายตลอดถึงเงินกู้ที่คู่สัญญาตกลงกันให้ผ่อนส่งคืนเป็นงวดๆ ด้วย หาใช่ต้องผ่อนส่งทั้งดอกเบี้ยพร้อมกับต้นเงินด้วยไม่
                คำพิพากษาฎีกาที่ 1949/2517 จำเลยทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ ครั้นวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2506 จำเลยทำหนังสือรับรองหนี้สินว่ายังเป็นหนี้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินจำนวนหนึ่ง และยอมผ่อนชำระให้โจทก์เป็นรายเดือนภายในสิ้นเดือนของทุกๆ เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2506 เป็นต้นไป ถือได้ว่าหนังสือรับรองหนี้สินดังกล่าวนี้ โจทก์จำเลยตกลงเปลี่ยนวิธีการชำระหนี้ใหม่ โดยเรียกเอาดอกเบี้ยค้างส่งและเรียกเอาจำนวนเงินอันจะพึงส่งเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องต้นเงินคืนได้แต่ละงวด งวดละเดือน เริ่มแต่วันที่ 31 มีนาคม 2506 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2508 เป็นงวดสุดท้าย แต่โจทก์เพิ่งฟ้องคดีเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2513 เป็นเวลาเกิน 5 ปี นับแต่กำหนดวันชำระงวดสุดท้ายเป็นต้นมา ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 166 (193/33 (2))
                คำพิพากษาฎีกาที่ 192/2523 ตามสัญญากู้ ต้นเงินกู้นั้นได้มีข้อตกลงให้จำเลยผ่อนส่งได้เป็นรายเดือนๆ ละ 500 บาท ดังนั้น ถือได้ว่าการฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระต้นเงินตามสัญญากู้นั้นเป็นการเรียกเอาจำนวนเงินอันพึงส่งนอกจากดอกเบี้ย เพื่อผ่อนต้นทุนคืนเป็นงวดๆ อันมีกำหนดอายุความห้าปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 166 (193/33 (2))
                เห็นไหมครับ สัญญากู้เงินตามที่ผมกล่าวมาข้างต้น มีอายุความใช้สิทธิเรียกร้องภายใน 5 ปี ไม่ใช่ 10 ปีอย่างที่เราเข้าใจกันมาตลอด ทั้งนี้มีคำพิพากษาฎีกายืนยันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2594 กว่า 55 ปีแล้ว คราวนี้เจ้าหนี้เงินกู้ที่ยอมปล่อยให้ดอกเบี้ยเดินไปถึงเกือบ 10 ปีค่อยนำมาฟ้องเรียกเงินกู้คืน เจอลูกหนี้ที่รู้เรื่องนี้แล้วยกเป็นข้อต่อสู้ไว้อาจจะหนาวแล้วล่ะ โดยเฉพาะกับเจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินที่ชอบปล่อยให้ดอกเบี้ยเดินไปเรื่อยๆ จนเกินกว่า 5 ปีแล้วค่อยมาฟ้องลูกหนี้ ระวังให้ดี…!!

การเก็บดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายของ สินเชื่อส่วนบุคคล

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4001/2551

บริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์      นายณัฐพล บ่นหา  จำเลย

ป.พ.พ. มาตรา 150

ข้อกำหนดซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในข้อ 8 แห่ง ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาต ตาม ข้อ 5 แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุนปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมใดๆ ไว้ในข้อ 4.4 (1) ให้ผู้ประกอบธุรกิจอาจเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมใดๆ เกี่ยวกับสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ทั้งนี้ดอกเบี้ยที่เรียกเก็บต้องไม่เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ (ร้อยละ 15 ต่อปี) โดยอัตรารวมสูงสุดของดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมใดๆ ดังกล่าว รวมกันแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 28 ต่อปี (Effective rate) โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมใดๆ โดยอัตรารวมสูงสุดไม่เกินร้อยละ 28 ต่อปี แต่ข้อเท็จจริงตามหนังสือแจ้งผลการพิจารณาสินเชื่อบุคคลปรากฏว่า ในการที่โจทก์อนุมัติเงินกู้ให้แก่จำเลยจำนวน 18,900 บาท นั้น โจทก์เรียกเก็บดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 1.25 ต่อปี หรือร้อยละ 15 ต่อปี และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของวงเงินกู้ที่โจทก์อนุมัติ กับค่าดำเนินการอนุมัติเงินกู้ซึ่งเป็นค่าบริการจำนวน 1,000 บาท ซึ่งสามารถคำนวณเป็นร้อยละได้อัตราร้อยละ 5.29 ของวงเงินกู้ที่โจทก์อนุมัติ เมื่อรวมอัตราดอกเบี้ยค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินและค่าดำเนินการ การอนุมัติเงินกู้ซึ่งเป็นค่าบริการเข้าด้วยกันแล้วจะเป็นอัตราร้อยละ 30.29 เกินกว่าอัตราร้อยละ 28 ต่อปี ที่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมในอัตราดังกล่าว การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยค่าบริการและค่าธรรมเนียมในอัตราดังกล่าว จึงเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

________________________________

          โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 21,342.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 14,923.19 บาท และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินอัตราร้อยละ 6 ต่อปี ของต้นเงิน 14,923.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

          จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 11,704 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

          โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

          ศาลฎีกาวินิจฉัย “ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการด้านสินเชื่อบัตรเครดิต ให้กู้เงิน และอื่นๆ ตามสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โจทก์มอบอำนาจให้นายธวัชชัยหรือนายพรเลิศฟ้องและดำเนินคดีแทน และให้บุคคลดังกล่าวมีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ นายพรเลิศมอบอำนาจช่วงให้นายกษานฟ้องและดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ ตามหนังสือมอบอำนาจ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2547 จำเลยสมัครขอสินเชื่อบุคคลจากโจทก์วงเงิน 30,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ค่าใช้วงเงินอัตราร้อยละ 10 ของวงเงินที่โจทก์อนุมัติ และค่าดำเนินการอนุมัติเงินกู้จำนวน 1,000 บาท ตามใบสมัครสินเชื่อบุคคล โจทก์อนุมัติให้จำเลยกู้เงินจำนวน 18,900 บาท โดยหักค่าดำเนินการอนุมัติเงินกู้จำนวน 1,000 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 70 บาท คงเหลือยอดเงินสุทธิที่โอนเงินเข้าบัญชีเงินกู้ของจำเลย จำนวน 17,830 บาท ตามใบแจ้งผลการพิจารณาสินเชื่อบุคคล จำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ทุกวันที่ 16 ของเดือน จำนวน 24 เดือน เดือนละ 1,024 บาท เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 16 สิงหาคม 2547 จำเลยผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์รวม 5 ครั้ง ครั้งสุดท้ายชำระเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2547 จำนวน 1,021 บาท ตามใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี ณ วันที่ 17 ธันวาคม 2547 มียอดต้นเงินคงเหลือ 14,923.19 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินจากจำเลยนับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2547 จนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยจำนวน 3,851.41 บาท และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินจำนวน 2,567.60 บาท รวมต้นเงิน ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินเป็นเงินทั้งสิ้น 21,342.20 บาท ตามรายการบันทึกคำนวณภาระหนี้เงินกู้ค้างชำระ โจทก์บอกเลิกสัญญาเงินกู้สินเชื่อบุคคลและทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ ตามหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 14 มิถุนายน 2549 จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2549 แต่จำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์คิดดอกเบี้ย ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมต่างๆ จากจำเลยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย

          มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินตามใบสมัครสินเชื่อบุคคลเป็นโมฆะหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมจากจำเลยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย การคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมของโจทก์จึงไม่เป็นการคิดดอกเบี้ยเกินอัตรานั้น เห็นว่า ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยระบุเหตุผลในการออกประกาศว่า เพื่อเป็นการพิทักษ์รักษาประโยชน์ของประชาชน และเป็นการป้องกันปัญหาจากธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตตลอดจนเพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์การกำกับดูแลที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน กระทรวงการคลังจึงได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ) ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2548 ซึ่งในข้อ 8 ได้กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้อาศัยอำนาจตามความในข้อ 8 แห่งประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว ออกข้อกำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุนปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมใดๆ ไว้ในข้อ 4.4 (1) ว่า “ผู้ประกอบธุรกิจอาจเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมใดๆ เกี่ยวกับสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ทั้งนี้ ดอกเบี้ยที่เรียกเก็บต้องไม่เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ (ร้อยละ 15 ต่อปี) โดยอัตรารวมสูงสุดของดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมใดๆ ดังกล่าวรวมกันแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 28 ต่อปี (Effective rate)” หมายความว่า โจกท์มีสิทธิเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมใดๆ โดยอัตรารวมสูงสุดไม่เกินร้อยละ 28 ต่อปี แต่ข้อเท็จจริงตามหนังสือแจ้งผลการพิจารณาสินเชื่อบุคคล ปรากฏว่า ในการที่โจทก์อนุมัติเงินกู้ให้แก่จำเลยจำนวน 18,900 บาท นั้น โจทก์เรียกเก็บดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน หรือร้อยละ 15 ต่อปี และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของวงเงินกู้ที่โจทก์อนุมัติ กับค่าดำเนินการอนุมัติเงินกู้ซึ่งเป็นค่าบริการจำนวน 1,000 บาท ซึ่งสามารถคำนวณเป็นร้อยละได้อัตราร้อยละ 5.29 ของวงเงินกู้ที่โจทก์อนุมัติ เมื่อรวมอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินและค่าดำเนินการอนุมัติเงินกู้ซึ่งเป็นค่าบริการเข้าด้วยกันแล้วจะเป็นอัตราร้อยละ 30.29 เกินกว่าอัตราร้อยละ 28 ต่อปี ที่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ โจทก์ไม่มีสิทธิเก็บดอกเบี้ย ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมในอัตราดังกล่าว การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยค่าบริการและค่าธรรมเนียมในอัตราดังกล่าวจึงเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมของโจทก์ตกเป็นโมฆะนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น”

          พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

( เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์ - บุญรอด ตันประเสริฐ - สนอง เล่าศรีวรกต )

วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

คำพิพากษาย่อสั้น คดี นายสาธิต เงินกลม

คดี ผบ.3822/2553

ตัดสินคดีเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2553

พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน จำนวน 26,350 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี  ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2548 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

               กับให้จำเลย ชำระค่าธรรมเนียมให้แก่โจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

                พิพากษาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2553 นางสาว นภัสสร มงคลสิริ ผู้พิพากษา ตัดสิน

วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

Bulleproof of Glenn Beck

Glenn Beck wore bulletproof vest while speaking at 'Restore Honor' rally at Lincoln Memorial

BY Richard Sisk
DAILY NEWS WASHINGTON BUREAU

Tuesday, August 31st 2010, 4:00 AM

Glenn Beck wore a bulletproof vest during the 'Restore Honor' event at the Lincoln Memorial.

Brandon/AP

Glenn Beck wore a bulletproof vest during the 'Restore Honor' event at the Lincoln Memorial.

WASHINGTON - Fox News host Glenn Beck wore a bulletproof vest at his weekend rally, where he claimed "many, many miracles" had occurred - including a flyover of geese.

"I'm absolutely wearing a bulletproof vest," Beck said he told Alveda King, the niece of the Rev. Martin Luther King Jr., before the "Restore Honor" event at the Lincoln Memorial.

He and other speakers risked their lives but "she decided not to wear it," Beck said of Alveda King, and now "she is a marked woman for standing on that step with me."

Beck often describes himself as a potential target in his conspiracy theories.

As for miracles, Beck cited only one. He described a V-shaped flyover by a flock of geese down the length of the Reflecting Pool on the National Mall that was caught on tape and applauded by the crowd.

"Coincidence? Maybe. I think it was God's flyover," Beck said.

Beck boasted "no broadcaster in the history of America" had turned out a bigger crowd